สุดยอดเทคโนโลยีแห่งปี 2025

สุดยอดเทคโนโลยีแห่งปี 2025

ในปี 2025 หากพูดถึงเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมที่สุดคงไม่ใช่ Deepseek ที่ทำงานได้เร็วและประมวลผลได้อย่างประหยัดพลังงานที่มีเปลี่ยนโลก AI หรือ Hardware ASIC อย่าง GPU, TPU ใดๆ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนต่อยอดมาอย่างต่อเนื่องและยังไม่มีแววจะสิ้นสุดการพัฒนา

เป็นเทคโนโลยีที่เราคาดหวัง แต่ก็ไม่คาดคิดว่ามีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ของโลกในปี 2025 นั้นคือแบตเตอรี่ เบื้องหลังพลังงานของอุปกรณ์พกพาทุกชิ้นบนโลกใบนี้ เราอยุ่กับมันมานาน หาทางพัฒนามานานจนในที่สุดเราได้ทะลุขีดจำกัดข้าวมาได้อีกครั้ง ขอสปอยก่อนอ่านเนื้อหาคือการก้าวกระโดดไปอีก 50% ของความจุแบตเตอรี่

และเบื้องหลังเทคโนโลยีที่เข้ามาอยู่ในแบตเตอรี่นั้นก็คือการเปลี่ยนวัสดุศาสตร์ โดยเปลี่ยนไปใช้สารที่ชื่อว่า Silicon-Carbon ซึ่งก่อนที่เราจะพูดถึงข้อดีของมัน เราต้องย้อนไปก่อนว่าปัจจุบัน (หรือก่อนหน้านี้) เราใช้แบตเตอรี่แบบไหนกันอยู่

เรามักเรียกแบตเตอรี่ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันว่า Li-ion หรือธียมไอออน ที่จริงแล้วเปรียบเสมือนตัวเชื้อเพลิงหรือพลังงานที่เราใช้เพื่อสร้างพลังงานเช่น แสดงสว่างบนหน้าจอ การประมวลผลบนแผงวงจรต่างๆล้วนต้องการพลังงานไปทำงาน ซึ่งแบตเตอรี่นั้นประกอบไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าขั้วบวก (Cathode) ขั้วลบ (Anode) และตัวประจุไฟฟ้า (Li-ion) ซึ่งตัวประจุไฟฟ้าจะวิ่งออกจากขั้วลบไปยังขั้วบวกเมื่ออยู่ในสถานะใช้พลังงาน

รูปกราฟิกขั้ว Anode

ขีดจำกัดเดิมของเราที่จริงคือการจัดเก็บประจุไฟฟ้าในเสถียรในขั่วลบ (Anode) เราใช้วัสดุในการกักเก็บประจุไฟฟ้าคือ กราไฟต์ (Graphite) ถ่านชนิดหนึ่งที่เรานำมาทำไส้ดินสอได้ มีความสามารถในการจัดเก็บประจุได้ ประมาณ 372 mAh/g เราใช้เจ้านี่มาอย่างยาวนานเพราะมันถูกพิสูจน์ว่าใช้งานได้จริงมาอย่างต่อเนื่อง

แล้วเราไม่รู้จักวัสดุอื่นในการจัดเก็บประจุไฟฟ้าหรือ คำตอบที่ถูกต้องที่สุดคือ เรารู้มาตั้งนานหลายปีแล้วว่ามีวัสดุอื่นสามารถจัดเก็บไฟฟ้าได้สูงเช่น Silicon ที่สามารถจัดเก็บประจุไฟฟ้าได้ประมาณ 3,600 – 4,200 mAh/g มากกว่ากราไฟต์ถึง 10 เท่า (ทำหน้าตกใจ)

ก็เมื่อรู้แล้วทำไมไม่ใช้ Silicon มาเป็นที่จัดเก็บประจุไฟฟ้าตั้งแต่แรกละศักยภาพสูงขนาดนี้… พี่ฟังผมก่อน เสียงจากทีมวิศวกรแบตเตอรี่กำลังจะอธิบายเพิ่มเติมถึงเหตุผลที่ว่าทำไม Silicon ไม่สามารถนำมาทำขั่วลบโกดังเก็บประจุไฟฟ้า

ตอนนี้ให้เราหลับตาและจินตนาการไปพร้อมกัน เพื่อให้เข้าใจปัญหาของการปัยหาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับเคมี Silicon เมื่อได้รับประจุไฟฟ้าเข้าไปตัวของมันจะบวมขึ้น บวมเป่งเต่งตึงคล้ายถุงนมเน่าบูด และเมื่อคลายประจุไฟฟ้าออกตัวของมันจะแบนเรียบเหมือนหลอดยาสีฟันที่ถูกรีดจนไม่เหลือน้ำยาให้ใช้อีกต่อไปแล้ว การยืด-หด ขยายตัวในลักษณะนี้เป็นความท้ายทายหรืออันตรายในการออกแบบสินค้า เพราะสินค้าอุปกรณ์พกพาสมัยใหม่ส่วนใหญ่ประกอบแบบปิดสนิทไม่มีช่องว่าง ไม่มีพื้นที่สำหรับการขัยตัวได้อีก ดังนั้นแล้วการเหลือพื้นที่สำหรับการขยายของอบเตอรี่จึงเป็นไปไม่ได้

ทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ฟังแล้วก็ได้ตั้งคำถามขึ้นมาอ่าวแล้วจะทำอย่างไรละทีนี้จับแว่นแล้วทำหน้าสงสัย…หัวหน้าทีมวิศวกรก้าวเท้าออกมาผายมือออกช้าๆ กางแขนสุดมือสองข้างแล้วบอกว่า เราต้องสร้างตาข่ายมาขึงพวกมันไว้ โครงสรา้งของตาข่ายนี้จะทำให้ประจุสามารถจัดเก็บได้อย่างเป็นระบบมีพื้นที่จัดสรรอยู่ชัดเจนไม่กองรวมกัน โดยเราจะใช้สารเคมีที่หาได้ทั่วไปในการทำโครงสร้างเหมือนฟองน้ำที่มีรูพรุนเยอะๆ นั้นคือสาร Carbon (ผงถ่านนั้นแหละ) มาเห็นเหมือนแหตาข่ายในการดักจับประจุไว้ตามรูพรุนเหล่านั้นจึงเป็นสูตรที่มาของการผสมระหว่าง Silicon-Carbon เป็นวัสดุในการจัดเก็บประจุไฟฟ้า ด้วยโครงข่ายนี้เองทำไมแบตเตอรี่ไม่บวมหรือไม่ยุบอีกต่อไปแล้ว สามารถใช้จัดเก็บประจุไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี

พอเล่ามาถึงตรงนี้หลายคนเริ่มมีข้อสงสัยอ่าวแล้วนำ Carbon มาผสมใส่เข้าไป Silicon ก็น้อยลงซิ แล้วจะเก็บไฟได้มากกว่าเดิม 10 เท่าอยู่อีกหรอ คำตอบจริงๆมีสปอยไว้แล้วคือไม่ใช่ 10 เท่า แต่จะอยู่ในช่วง 140-160% ของแบตเตอรี่แบบเดิม เพราะต้องรักษาความเสถียรด้านการใช้งานอยางต่อเนื่อง และเพิ่มประจุให้มากขึ้นจุดที่สามารถนำมาใช้งานได้จริงคือ ประมาณนี้แหละ แต่ในอนาคตคงพัฒนาต่อไปอีกได้


แล้วทำไมถึงเป็นสุดยอดเทคโนโลยีของปี 2025 ที่ผมยกให้ในเมื่อปีนี้มีผลิตภัณฑ์สินค้าด้านเทคโนโลยีออกมามากมาย คำตอบคือมันออกมาใช้งานได้แล้ว และพิสูจน์ว่าใช้งานได้จริงในความสามารถที่ก้าวกระโดดครั้งใหญ่จริงๆ

HONOR Win และ HONOR Win RT

โทรศัพท์มือถือจากค่าย Honor ที่มีพร้อมกัยแบตเตอรี่ขนาด 10,000mah หรือประมาณ 37wh เกือบจะเท่า Notebook แล้วในขนาดเครื่องเท่า iPhone 17 Pro Max (ซึ่งมีความจุอยู่ที่ 5,000mah) ขนาดของแบตเตอรี่น้องๆ Power Bank แล้ว

คุณมองเห็นภาพไหมว่ามือถือขนาดเท่าเดิมเล่นเกมได้นานขึ้นตีไปเลยอีก 1 เท่าตัว ใครที่เคยโฆษณาว่าแบตอึด ตอนนี้มันจะอึดขึ้นไปอีกเท่าตัว

รูปมือถือ HONOR: "สมาร์ทโฟน HONOR Win แบตเตอรี่ Si-C 10,000 mAh"
HONOR Magic7 Pro (ตระกูล HONOR Win)

MG IM6

634 กม. มาตราฐาน NEDC หรือ 555 กม. WLTP  ในระยะวิ่งจริง

ตัวเลขนี้สำหรับคนไม่เคยขับรถยนต์ไฟฟ้ามาก่อน โดยปกติแล้วรถยนต์แบตเตอรี่ไฟฟ้า (ฺBEV) จะมีระยะวิ่งได้ประมาณ 350-420 กม. ในการวิ่งจริง การได้ส่วนขยายเกือบ 150 กม. หมายถึงวิ่งต่อไปได้อีก 1 จังหวัดเลยทำให้การขับขี่เป็นไปได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ขกยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

เส้นทาง กรุงเทพ-พัทยา (ชลบุรี) ระยะทางประมาณ 160 กม. หากเป็นรถรุ่นเดิม วิ่งไปและวิ่งกลับอยู่ในความเสี่ยง (320 กม.) นั้นหมายถึงต้องแวะชาจรถก่อนกลับเพื่อความปลอดภัย

แต่แบตเตอรี่แบบใหม่ถ้าวิ่งเพียง 320 กม. จะเหลือระยะทางวิ่งเล่นได้อีกประมาณ 200-230 กม. หมายความว่าวิ่งหาร้านอาหารเที้ยง อาหารเย็นได้อีกสบายๆโดยไม่ต้องชาร์จเพิ่มเลย ขับรถวันเดียวแบตเตอรี่ก้อนเดียวยังเหลือกลับไปบ้านได้

MG IM6

ขอเล่าเสริมว่าทำไมการเพิ่มระยะทางของรถยนต์แบตเตอรี่ไฟฟ้าด้วยการเพิ่มขนาดของแบตเตอรี่ไม่ใช่ทางออก และทำไมต้องเปลี่ยนวัสดุจึงเป็นทางออก

  1. น้ำหนักรถคือสิ่งสำคัญ เมื่อรถยนต์น้ำหนักที่มากขึ้นจากการเพิ่มขนาดแบตเตอรี่ รถยนต์ก็บริโภคพลังงานมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนตัวเองไปข้างหน้า
  2. หากรถยนต์มีขนาดที่หนักมากขึ้นการออกแบบรถต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ระบบช่วงล้าง ล้อ โช๊ค เบรก โครงรถต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เพราะต้องทำงานรับน้ำหนักที่มากขึ้น
  3. ต้นทุนของช่วงล่างใหม่อาจจะแพงกว่าค่าแบตเตอรี่ที่เพิ่มขึ้นมากมหาศาล

ข้อคิดเห็นและความกังวล

แม้จะมีการใช้งานจริงแล้ว ก็ยังคงมีข้อกังวลที่ต้องรอเวลาพิสูจน์นอกห้องแลบอีกมากมาย อย่างแรกเลยคือพอมันเก็บประจุไฟได้มากขึ้น ข้อกังวลเรื่องความปลอดภัยก็ย่อมมีตามมาครับ ยิ่งพลังงานเยอะเวลาเกิดอุบัติเหตุก็ย่อมรุนแรงขึ้น ผมขอเปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนรถของเล่นที่มีถ่านก้อนเล็กๆ กับรถบรรทุกน้ำมันคันใหญ่ครับ ถ้าเกิดรถของเล่นชนกันแรงไฟที่เกิดขึ้นก็นิดเดียว แต่ถ้าเป็นรถน้ำมันชนกันพลังงานที่ปล่อยออกมามันจะรุนแรงกว่ากันเยอะมาก แบตเตอรี่ Si-C ก็มีความกังวลในจุดนี้เหมือนกัน

ข้อกังวลอีกอย่างคือถึงแม้ผลการทดสอบในห้องแล็บจะออกมาดีมาก แต่การใช้งานจริงในโลกภายนอกเป็นระยะเวลานานหลายปีเรายังไม่รู้ผลที่แน่นอนครับ อย่างไรก็ตามตลอดปีที่ผ่านมาเรายังไม่พบเคสอุบัติเหตุที่มีสาเหตุมาจากแบตเตอรี่แบบ Si-C เลยนะเพื่อนๆ หรือแม้แต่เคสที่แบตเตอรี่ชนิดนี้ระเบิดก็ยังไม่มีให้เห็นเลย เป็นไปได้ว่าระบบการจัดการพลังงานในปัจจุบันทำออกมาได้เสถียรและปลอดภัยดีพอแล้ว

หลังจากนี้พวกเราอาจจะต้องคอยเฝ้าสังเกตในช่วง 3-4 ปีข้างหน้านะครับ เพราะอุปกรณ์ระดับ Premium ทุกรุ่นน่าจะเปลี่ยนไปใช้ Si-C กันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Smartphone ตัวท็อป Laptop สายทำงานหนักๆ หรือแม้แต่รถยนต์ไฟฟ้า EV รุ่นใหม่ๆ เพื่อโชว์ให้เห็นถึงความแตกต่างด้านพลังงานที่ใช้งานได้ยาวนานอย่างแท้จริงครับ

Comments

No comments yet. Why don’t you start the discussion?

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *